ถึงวันที่ ๑๕ แล้วซินะครับ วันนี้เป็นวันสำคัญอีกวันทางพระพุทธศาสนา เรียกว่า วันเทโวโรหนะ หรือวันพระพุทธเจ้าเปิดโลก เรื่องของเรื่องคือว่าหลังจากที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปจำพรรษาอยู่ที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพื่อโปรดโยมมารดา ออกพรรษาแล้วเสด็จลงจากดาวดึงส์ที่ประตูเมืองสังกัสสนคร ฟังเรื่องราวทั้งหมดจากพระธรรมเทศนาที่ได้แสดงไว้เองเมื่อเช้านี้แล้วกันนะครับ

ฟังสด ( 18:15 นาที )

Stream  จิ้มที่นี่ ( อ่านวิธีฟังแบบ stream ได้ที่ entry ก่อนหน้านี้นะครับ อยากให้ฟังวิธีนี้เพราะเสียงดีกว่า และไม่ต้องรอโหลดให้่ยุ่งยากเหมือน ฟังจากเครื่องเล่นที่เป็น flash อย่าง imeem หรือ ijigg )

Download 18MB

นอกจากเป็นวันเทโวโรหนะแล้วยังเป็นวันสำคัญของชาว bloger ทั้งหลายด้วย คือเป็นวัน Blog Action Day 2008 ที่ชาวบล็อกทั่วโลกจะพร้อมใจกันกล่าวถึงเรื่องเดียวกัน ปีนี้กำหนดไว้ที่เรื่อง "ความยากจน"

สายลมแห่งปัญญา ได้ลงทะเบียนเข้าร่วมกับเขาซะด้วย เพื่อไม่ให้เป็นการเสียสัจจะ ดังนั้นวันนี้จึงขอยกเรื่องของความยากจนมานำเสนอในแนวทางธรรม

พุทธเศรษฐศาสตร์ แก้จนด้วยธรรมะ

พระมหานัธนิติ  สุมโน

ในทางโลก วิชาที่ว่าด้วยความยากจนคงไม่พ้นวิชาเศรษฐศาสตร์ ถ้าเป็นระดับบุคคล หรือหน่วยธุรกิจ เรียกว่าเศรษฐศาสตร์จุลภาค ระดับประเทศ เรียก เศรษฐศาสตร์มหภาค  ไม่ว่าจุลภาค หรือ มหภาค ต่างมีหลักการที่เหมือนกัน คือ นิยามของเศรษฐศาสตร์ว่า "การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสามารถสนองความต้องการที่มีอยู่อย่างไม่จำกัด" และข้อสมมติที่ว่า "ให้ตัวแปรอื่น ๆ คงที่"  นักเรียนเศรษฐศาสตร์คงจะทราบกันดี แต่ขออธิบายไว้นิดหน่อย อย่างเช่น สมมติว่า อุปสงค์ ( ความต้องการ ) ขึ้นอยู่กับราคา ราคามากต้องการน้ัอย ราคาน้อยต้องการมาก อย่างอื่น คงที่ คือไม่มีผล  แต่ในโลกของความเป็นจริง อะไร ๆ ก็มีผลทั้งนั้น ตำรวจสลายการชุมนุม หุ้นตก เป็นตัวอย่าง ไม่ได้เกี่ยวกับราคาเลยสักนิดเดียว

จุดมุ่งหมายของทั้งจุลภาค และมหภาค เหมือนกัน คือเรื่องของเงิน ตัวชี้วัดความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจคือทรัพยากรภายนอกในรูปของสิ่งที่ใช้แทนได้แก่เงิน  จุลภาค ต้องการทำต้นทุนให้ต่ำที่สุด ทำรายได้ให้มากที่สุด คือทำกำไรสูงสุด ส่วนมหภาคก็ต้องการรายได้หรือการผลิตของชาติเป็นหลัก

นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้มองความจริงว่าสิ่งมุ่งหวังของพวกเขาเป็นเพียงสิ่งที่ไม่ได้มีประโยชน์อะไรมากมาย นอกไปจากความพยายามหาสิ่งนอกตัวมาให้เป็นที่ยึดมั่นถือมั่นเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง

พระพุทธศาสนา หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากเรื่องที่มุ่งเน้น โลกุตตรธรรม หรือ ธรรมอันเหนือโลก คือมุ่งมรรค ผล นิพพานแล้ว ยังไม่ทรงทิ้งธรรมอันเป็นโลกิยะ คือธรรมที่ยังเป็นวิสัยของโลก ยังทรงสั่งสอนในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ในแนวทางที่ตรงข้ามกับวิชาเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่

เศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ มีนิยามว่า "การจัดการทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด เพื่อสนองความต้องการที่จำกัดได้ของมนุษย์"  นักเศรษฐศาสตร์ได้ดูแคลนตัวเอง และพวกเราไว้ว่า ไม่สามารถจัดการกับโลภะ หรือ ความโลภ ต้องการ อยาก ของเราได้ ทั้ง ๆ ที่ ตนเองยังไม่ได้รู้จักกับเจ้ากิเลสกองที่ ๑ ให้แจ่มชัด เมื่อถูกโลภะครอบงำ หรือเห็นผู้ที่ถูกโลภะครอบงำ จึงคิดค้นวิชาเศรษฐศาสต์ที่มีนิยามตั้งต้น หรือมีเงื่อนไขหลัก ที่ไม่ถูกต้อง  ต่างกับพระพุทธเจ้า พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ในเรื่องของกิเลสทั้งหลาย รวมทั้งความโลภที่เป็นประเด็นนี้ด้วย ความโลภนั้นสามารถกำจัดได้ด้วยการฝึกหัดขัดเกลาของแต่ละบุคคล ด้วยเครื่องมือสำคัญ ๓ อย่าง คือ ทาน การให้ปัน ศึล การรักษากาย วาจาให้เรียบร้อย และ ภาวนา การทำให้สมาธิและปัญญามีขึ้นในตนเอง เพราะฉะนั้นนิยามของเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ จึงเป็นอย่างที่กล่าวแล้ว

ก่อนจะขัดเกลากิเลสจนหมดความโลภได้นั้น พระพุทธองค์ยังทรงแสดงไว้แม้แต่เรื่องการใช้จ่ายภาคเอกชน ระดับเล็ก ๆ ระดับที่เรียกได้ว่า พุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค เช่นทรงแสดงเหตุที่ทำให้ทรัพย์ของบุคคลต้องเสื่อมไปว่ามีเหตุจากอบายมุข ๔ อย่าง คือ ความเป็นนักเลงหญิง นักเลงพนัน นักเลงสุรา และคบคนชั่ว  ทรงแสดงวิธีการทำให้มีทรัพย์ ไว้ในทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ว่าต้อง ขยันหมั่นหา รู้รักษาทรัพย์ คบเพื่อนดี และมีความเสมอต้นเสมอปลาย  ทรงแสดงเรื่องของความล่มสลายของหน่วยทางธุรกิจ หรือหน่วยทางสังคมไว้ว่าเกิดจาก ไม่แสวงหาพัสดุที่สูญหาย ไม่บูรณะสิ่งที่เก่าคร่ำคร่า ไม่ประมาณในการบริโภค และตั้งคนไม่มีศีลเป็นหัวหน้า ทรงแสดงการจัดสรรทรัพยากรของเอกชนไว้ด้วยหัวข้อ ประโยชน์เกิดจากการถือโภคทรัพย์ ๕ อย่าง คือ เลี้ยงตัวและครอบครัวให้เป็นสุข ๑ เลี้ยงดูมิตรสหาย ๑ บำบัดอันตรายจากเหตุต่าง ๆ ๑ ทำพลี ๕ อย่าง ( สงเคราะห์ญาติ ต้อนรับแขก ทำบุญอุทิศให้ผู้ล่วงลับ เสียภาษีอากร ทำบุญให้เทวดา ) ๑ และบำรุงสมณพราหมณ์ ๑ โดยนำทรัพย์ที่หามาได้ แบ่งมาใช้จ่ายในแต่ละเรื่อง เพียงแค่ระดับเบี้องต้น หรือระดับโลกิยพุทธเศรษฐศาสตร์จุลภาค นี้ก็เพียงพอต่อการสร้างความเจริญทางเศรษฐกิจ หรือ สร้างผลผลิต ในมุมมองของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ได้อย่างง่ายดาย

แต่หากเรามองสูงขึ้นไปใกล้กับโลกุตตรธรรมมากขึ้น ยิ่งพบได้ว่าเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ได้ทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่นักเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่เชื่อถือลงทั้งสิ้น โดยเฉพาะการจัดการกับความโลภซึ่งอยู่ภายในของแต่ละคน นั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ จึงไม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับจัดการกับทรัพยากรธรรมชาติอย่างมากมายอย่างไร

ภิกษุ เป็นตัวอย่างของกลุ่มคนที่ใช้การจัดการความโลภ แทนที่การมุ่งจัดการกับทรัพยากรภายนอก โดยการลดการใช้ทรัพยากรลงให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น คือปัจจัย ๔ ประการ เครื่องนุ่งห่ม มีเพียงผ้ากาสาวพัตร์ เพื่อป้องกันผัสสะที่ร้ายกาจจากลมแดด ความร้อน ความหนาว สัตว์ต่าง ๆ และปกปิดอวัยวะที่ควรปกปิด พระภิกษุสามารถไปงานพระราชพิธี ได้ด้วยชุดชุดเดียวกันกับที่นุ่งห่มล้างห้องน้ำในวัด อาหาร เพียงประทังความหิว เพื่อให้มีเรี่ยวแรงปฏิบัติธรรม ที่อยู่อาศัยมีไว้ป้องกันอันตรายจากสภาพอากาศ ยารักษาโรคมีเพื่อบำบัดอาพาธต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น  การขัดเกลากิเลสด้วยการลดสิ่งเกินจำเป็นลง ส่งผลให้จิตใจของผู้ปฏิบัติละความโลภได้อย่างดี

หากจะวัดความรวย หรือความจน ด้วยวิธีคิดของเศรษฐศาสตร์สมัยใหม่ เครื่องชี้วัดคือเงิน หรือ ทรัพยากรภายนอก ที่มีมากกว่าจัดว่ารวย มีน้อยกว่าจัดว่าจน แต่ในทางพุทธศาสตร์วัดด้วย ความพอ ใครพอมากกว่าจัดว่ารวย ใครไม่พอจัดว่าจน มีคำกลอนธรรมสุภาษิตว่า

ไม่พอ ใจจน เป็นคนเข็ญ

พอแล้วเป็น คนมี มหาศาล

จนทั้งนอก จนทั้งใน ไม่ได้การ

จงคิดอ่าน แก้จน เป็นคนพอ

ถ้าคนจน คือคนที่ไม่มีทรัพยากรต้องดิ้นรนแสวงหา ทำงานอาบเหงื่อแต่เช้ายันค่ำ แล้วเศรษฐีที่ต้องทำงานหาเงินจนไม่มีเวลาให้ครอบครัว จะต่างอะไรกัน ในทางตรงข้ามคนที่มีทรัพยากรน้อย แต่สามารถขัดเกลาความโลภของตนได้ พอใจกับสิ่งที่ได้ที่มี กลับเป็นคนที่รวยความสุขทางใจมากกว่า  คนที่มีร้อยล้าน พันล้าน ถ้าไม่พอเสียอย่างเดียว ก็เป็นคนจนที่ใจ  จนจริงคือไม่มียังแก้ได้ด้วยการทำงาน แต่จนใจเพราะไม่พอนั้น ลำบากกว่าจนจริงยิ่งนัก

ดังนั้นเครื่องชี้วัดความมั่งคั่งในทางพุทธเศรษฐศาสตร์จึงได้แก่ความพอ ซึ่งเป็นตัวแปรผกผันกับความโลภ โลภมาก คือไม่พอ เท่ากับจนมาก โลภน้อย คือพอ เท่ากับรวยมาก และการจะเป็นคนรวยได้ก็ด้วยการขัดเกลากิเลสของตนเองออกให้มากที่สุดด้วยการดำเนินตามแนวทาง ทาน ศีล สมาธิ และปัญญา ตามที่พระบรมครูอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงวางหลักไว้ให้เราเมื่อกว่า ๒๕๐๐ ปีก่อน

อ่านจบแล้วก็มาเริ่มแก้จนกันได้เลยครับ เริ่มด้วยทานคือการให้ก่อนเลย ประกาศรับบริจาคของที่คุณ ๆ ทั้งหลายไม่ใช้แล้วเพื่อร่วมบริจาคกับ บินเดี่ยว โซไซตี้  ไปช่วยเหลือชาวเขาที่แม่ฮ่องสอนกันประมาณเดือนกุมภาพันธ์ ปีหน้า ถ้าอยู่ใกล้ย่านท่าพระโปรดติดต่อเจ้าของบล็อกบินเดี่ยว แต่ถ้าอยู่ใกล้อยุธยา มาบริจาคได้ที่สำนักงานวัดใหญ่ชัยมงคล โทร 0 3524 2640 ต่อ 32 โทรสาร ต่อ 20 ถ้าไม่ไกลมาก และมีของปริมาณพอสมควรจะให้ไปรับถึงที่ก็ย่อมได้ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ http://mahaoath.com อนุโมทนาล่วงหน้า

บุญรักษาครับ

เพิ่มเติมหลังจากขึ้น Hot Post

เพื่อไม่ให้เป็นการเสียประโยชน์จากการได้ขึ้นฮ๊อทครั้งแรก อยากจะฝากโครงการของท่าน Dhammasarokikku แห่ง บินเดี่ยว : การผจญภัยในผ้าเหลืองไว้ให้ช่วยกันโฆษณาครับ  ได้ทำแบนเนอร์ไว้ ๒ แบบ ขอให้ช่วยกันนำไปแปะไว้ที่บล็อกของเพื่อน ๆ ช่วย ๆ กันครับ ชาวเขาเหล่านั้นยากไร้จริง ๆ

ขนาด ๒๐๐ คูณ ๒๐๐

 

ขนาด ๔๖๘ คูณ ๖๐

จิ้มที่นี่เพื่อรับ code html ( อยู่ที่บอร์ด mahaoath.com อยากแปะไว้หน้านี้เลยแต่ทำไม่สำเร็จ งง )

 

Comment

Comment:

Tweet

จากที่พระอาจารย์ได้มาให้ความรู้ในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง เรื่อง การแก้จนด้วยธรรมะ
ทำให้ได้รู้ว่าความรวยความจนไม่ได้วัดกันที่เงิน
ถึงแม้ว่าเรารวยแต่เราไม่รู้จักพอ รวยไปก็เท่านั้น
ถ้าเราจนแต่เรามีความพอใจในสิ่งที่เรามีน่าจะดีกว่า

คนส่วนมากเกิดมาหวังอย่างเดียวว่าอนาคตจะรวย จะเป็นมหาเศรษฐีแต่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าอนาคตตัวเองอยากมีความสุขซึ่งแท้จริงแล้วความสุขสามารถทำได้ง่ายๆ จากการที่เรารู้จักคำว่าพอเพียง ภูมิใจในสิ่งที่เรามีไม่ต้องไปแข่ง ไปแย่งชิงอะไรจากใคร แค่นี้ก็ถือเป็นความสุขที่แท้จริงแล้ว แต่เราก็ควรที่จะทำทาน ช่วยเหลือและมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ด้วย
เช่นกัน การให้โดยไม่หวังผลตอบแทนผมว่ามันมีความสุขมากเลยนะครับ



นาย ชิตพล สุวรรณนที 12520809
คณะวิทยาการจัดการ สาขาธุรกิจภาษาอังกฤษ
มหาวิทยาลัยศิลปากร

big smile

#120 By ชิตพล สุวรรณนที (61.7.136.185) on 2010-09-14 00:05

ส่งงาน Quiz ครั้งที่ 2 ตอบคำถามดังนี้

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน
2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร

กราบนมัสการ พระอาจาย์ค่ะ
และสวัสดีอาจาร์ ดร. มนตรา

ดิฉัน นางสาวพฤกษา บุญเพ็ญ คณะวิทยาการจัดการ สาขาการจัดการธุรกิจและภาษาอังกฤษ 12520863

1 ได้รับความรู้ใดบ้างจากการฟังบรรยายจากพระอาจารย์ พระมหานัธนิติ สุมโน

จากที่พระอาจารย์ได้มาบรรยายให้ความรู้แก่
นักศึกษาในวิชาเศรษฐศาสตร์ ของ อ.ดร.มนตรา เลี่ยวเส็ง ทำให้ดิฉันทราบถึงจุดมุ่งหมายในการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์และประโยชน์ของการเรียนวิชาเศรษฐศาสตร์จากที่พระอาจารย์ได้กล่าวถึงเมื่อครั้งจบการศึกษาและทำงานต่อในด้านสายงานที่ศึกษามา
เมื่อพระอาจารย์บวช ได้พบกับหลักธรรมของชีวิตที่เกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์ ว่าเงินทองไม่ได้ทำให้คนรวย ความพอ ต่างหาก ที่ทำให้คนรวย
พระอาจารย์ยังให้ความรู้เกี่ยวกับการดับทุกข์ ด้วยอิทธิบาท 4 และ หัวใจนักปราชญ์ สุ จิ ปุ ลิ ในการเรียน
สุขหรือทุกข์นั้นอยู่ที่จิตใจ หากเราควบคุมจิตของเราให้ตั้งมั่นอยู่ในความพอดี ใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็นไม่เอาตนเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เพียงเท่านี้เราก็จะมีความสุขแล้ว คนที่ร่ำรวยมีเงินล้นฟ้าก็มีความทุกข์ได้ ถ้าไม่รู้จักพอ มีแล้วก็ยังอยากจะมีเพิ่มทำให้เป็นคนจนใจ ไม่มีความสุข จนหรือรวยไม่ได้วัดที่ทรัพยากรที่มีอยู่ หากแต่เป็นจิตใจที่มีแต่ความพอดีต่างหาก


2รากเหง้าของความยากจนคืออะไร
รากเหง้าของความจน คือ ความโลภ คนที่โลภ คือ มีกิเลส เราสามารถดับกิเลสได้ด้วยเครื่องมือ คือ
ทาน เราควรให้ผู้อื่นบ้าง สิ่งนั้นจะเป