story

ซากในใจ [short story #001]

posted on 05 Aug 2009 15:37 by dhamweb in story

ซากในใจ

 

ภิกษุวัยกลางคนจรดปากกาลงบนสมุดบันทึก ท่านค่อย ๆ บรรยาย ถ่ายทอดความรู้สึก ที่เก็บงำไว้เป็นเวลากว่า ๑๐ ปี ผ่านหยดน้ำหมึกจากปากกาลงสู่หน้ากระดาษ เป็นความรู้สึกที่สะท้อนออกมาจากเบื้องลึกในจิตใจ

บางคนเคยว่าไว้ว่า เวลาช่วยเยียวยาทุกสิ่ง แต่วันนี้ท่านกลับระลึกได้ว่า เวลาเพียงแค่ทำให้มีความรู้สึกอย่างอื่นเข้าไปปิดบัง ไปทับถม ความรู้สึกในส่วนลึกที่สุดของก้นบึ้งจิตใจไว้ไม่ให้เห็นเพียงครั้งคราว เหมือนตะกอนทับถมกัน บางเวลากระแสน้ำพัดพาเอาตะกอนนั้นออกไป ก็จะสามารถเห็นซากปรักหักพังที่จมอยู่ใต้น้ำ

ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ปี ที่ซากแห่งความรู้สึกนั้น จมอยู่ใต้ทะเลแห่งจิตใจ มันถูกสิ่งต่าง ๆ ความทรงจำอื่น ๆ ทับถมไว้จนเหมือนไม่เคยมีอยู่ ความรู้สึกที่แยกไม่ออกระหว่าง เศร้า สลด หดหู่ หรือน่าสมเพชเวทนา

ช่วงเวลาแห่งวัยฉกรรจ์ ที่ถูกสรรค์สร้าง รายล้อมไปด้วยหมู่มวลมหามิตรที่มีรสนิยมเดียวกัน รสนิยมแห่งหนุ่มวัยทำงานที่ไม่มีภาระใด ๆ ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง ด้วยร่างกายที่ยังเข็มแข็ง กับเงินเดือนที่มากกว่าข้าราชการระดับอธิบดีกรม ชายหนุ่มพร้อมจะปลดปล่อยพลังที่เหลือเฟือ ไปกับอบายมุขทุก ๆ ชนิดที่มีผู้คิดค้นขึ้นมา

สก็อตช์วิสกี้อายุไม่ต่ำกว่า ๑๘ ปี ผสมกับโซดา น้ำ และน้ำแข็ง ในมือของหญิงสาวที่อายุดูจะน้อยกว่าเหล้าราคาแพงขวดนั้นเสียอีก ถูกบรรจงป้อนให้ชายหนุ่มลิ้มรส ในขณะที่มือของเขานั้นต้องทำหน้าที่แจกไพ่ให้กับชายหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกับเขาอีกหลายคน และแน่นอนว่าทุกคนมีหญิงสาวนั่งคลอเคลียอยู่ข้างกายเช่นกัน เหล้าและการพนันเป็นเพียงการเริ่มต้น เมื่อปริมาณความเมาเข้าที่ ดีกรีแห่งความกำหนัดพลุ่งพล่าน ต่างก็แยกย้ายกันเพื่อบรรเลงเพลงกามา

ทุกคืนคือคืนวันศุกร์สำหรับชายหนุ่ม เขาพร้อมเสมอที่จะตื่นสาย พร้อมเสมอที่จะไม่ไปทำงาน ด้วยความกระหยิ่มในใจว่าจำนวนลูกค้าที่เขาหาได้นั้น เกินกว่าเป้าหมายที่เจ้านายตั้งไว้แน่นอน ดังนั้นเขาควรจะมีสิทธิ์ที่จะผ่อนคลายบ้าง

คืนแล้วคืนเล่าที่ชายหนุ่มใช้ชีวิตอยู่ในวังวนของโลกีย์ แม้คืนนั้นก็เช่นกัน คืนที่ซากปรักหักพังถูกฝังลงในจิตใจของเขา จุดเริ่มต้นก็เหมือนกับคืนก่อน ๆ

“ อยู่ไหน ไปกินข้าวกันไหม ” คำถามเดิม ๆ ที่ออกมาจากปากของใครสักคน คำถามที่ไม่เคยลงเอยด้วยข้าวสักเม็ด คำถามที่รู้กันว่าเป็นสัญญาณแห่งราตรีอันยาวนาน คำถามที่ชายหนุ่มตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “ ไปซิ เดี๋ยวเจอกัน ”

จากแก้วแล้ว แก้วเล่า กลายเป็นขวดแล้ว ขวดเล่า น้ำสีอำพันยิ่งไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะชายหนุ่มมากเท่าไร ความเมายิ่งไหลผ่านเส้นเลือด ขึ้นสู่สมองเขามากเท่านั้น ชายหนุ่มไม่อาจเห็นโลกอย่างที่คนทั่วไปเห็น ไม่อาจได้ยินโลกอย่างที่คนทั่วไปได้ยิน ประสาทสัมผัสทั้ง ๕ ไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ แต่จะเป็นไรไป เขาชินชากับอาการอย่างนี้เสียแล้ว อาการที่คนอื่นเรียกว่าเมา แต่เขาเรียกว่าความสุข ผิดแต่ว่าคืนนั้นความสุขของเขามีมากกว่าที่เคย

เหลือเวลาไม่ถึงชั่วโมงก่อนที่พระอาทิตย์จะทักทายขอบฟ้า ก่อนที่ความมืดแห่งรัตติกาลจะลาลับไป อีกไม่นานท้องถนนจะเต็มไปด้วยรถรา ความเร่งรีบแห่งเมืองหลวงใกล้เข้ามาทุกนาที ชายหนุ่มประคองตัวเองขับรถกลับมาจนถึงบ้าน ที่ที่เขาจะฝังร่างอันเกือบจะไร้วิญญาณลงในที่นอนอันหนานุ่ม ที่ที่จะช่วยให้เขาฟื้นจากฤทธิ์ของมัน ฤทธิ์ของความสุขที่เขาดื่มมาเกือบทั้งคืน สิ่งเดียวที่เขาต้องการคือการนอน

ผู้หญิงคนนี้อีกแล้วที่เปิดประตูให้ชายหนุ่ม ความจริงเขาก็มีกุญแจบ้าน แต่บ่อยครั้งที่มันมักจะหายไปในเวลาที่เขาต้องการใช้มัน ผู้หญิงคนเดิม พร้อมกับคำถามเดิม ๆ คำถามที่ถามเขาทุกคืนที่เธอต้องเปิดประตูให้เขา “ ไปไหนมา จะเช้าอยู่แล้วนะ ” คำถามที่ทุกคืนเขาจะตอบเพียงว่า “ ไปกินข้าวกับเพื่อน ”

แต่คืนนี้ไม่เหมือนทุกคืน ชายหนุ่มไม่อยากรับรู้ ไม่อยากฟัง ไม่อยากได้ยิน ไม่อยากอะไรนอกจากนอน ฤทธิ์เหล้าบวกกับความอ่อนล้าของร่างกายที่ถูกใช้ราวกับเครื่องจักรมาเกือบทั้งคืน ทำให้อารมณ์ของเขาแปรปรวนพลุ่งพล่านขึ้นทันที่ที่ได้ยินคำถามเดิม ๆ จากปากผู้หญิงคนนั้น ความพลุ่งพล่านในใจกลายเป็นคำตะคอกที่เขาสบถออกมาแทบจะทันที “ ยุ่งอะไรด้วยเล่า คนจะรีบไปนอน ”

แทบจะทันทีเช่นกัน ที่น้ำใส ๆ เอ่อท่วมดวงตาทั้งคู่ของผู้หญิงคนนั้น มืออันสั่นระริกของเธอเอื้อมมารั้งแขนชายหนุ่มไว้ ก่อนที่คำพูดไม่กี่คำจะหลุดออกมาจากปากอันสั่นเทาของเธอ คำพูดที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกเย็นสันหลัง คำพูดที่ทำให้เขาฟื้นคืนสติ คำพูดที่ทำให้เขาต้องหันไปกอดเธอไว้ คำพูดที่ฉุดเขาขึ้นมาจากความมืดมิดในจิตใจ “ นี่แม่นะลูก ”....

ภิกษุวัยกลางคนจรดปากกาอยู่บนสมุดบันทึก มือของท่านสั่นสะท้านจนไม่อาจเขียนต่อไปได้แม้แต่พยัญชนะสักตัวเดียว ท่านละสายตาจากสมุดบันทึก เหม่อมองพระพุทธรูปบนโต๊ะหมู่ผ่านน้ำใส ๆ ที่คลออยู่บนดวงตาของท่าน สายตาของพระพุทธรูปเหมือนกับจะบอกท่านว่า วันนี้ท่านเลือกทางที่ถูกต้องแล้ว ทางแห่งพระธรรมวินัย ทางที่จะลบซากแห่งความรู้สึกที่ฝังลึกอยู่ในใจมาหลายปี ทางที่จะพาท่านพ้นจากความทุกข์ชั่วกาลนาน

ภิกษุวัยกลางคนก้มลงกราบพระพุทธรูปอย่างที่เคยทำอยู่ทุกวัน แต่ครั้งนี้ท่านบรรจงกราบทั้งด้วยกายและด้วยใจ




Recommend